เจลาตินมาร์ชแมลโล

แรกเริ่มมาร์ชแมลโลนั้นไม่ได้ทำมาจากเจลาติน   แต่มีการพัฒนามาจากขนมหวานในสมัยอียิปต์โบราณ  ซึ่งใช้สารสกัดจากรากของต้นมาร์ชแมลโล (Althaea officinalis)    ซึ่งถือเป็นพืชสมุนไพรพื้นเมืองแอฟริกา   มีสรรพคุณในการบรรเทาอาการเจ็บคอ  นำมาผสมกับถั่วและน้ำผึ้ง   แต่เนื่องจากต้นมาร์ชแมลโลมีราคาแพงและหายาก

ปัจจุบันจึงเปลี่ยนมาใช้เจลาตินแทนกลายเป็นเจลาตินมาร์ชแมลโล  ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากโดยเฉพาะเด็กๆ  ซึ่งคิดค้นโดยบริษัทผู้ผลิตขนมของฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยบริษัท Doumak ซึ่งได้คิดค้นกระบวนการ Extrusion  กล่าวคือโฟม Marshmallow  จะถูกบีบอัดผ่านแม่พิมพ์ให้เป็นแท่งยาว จากนั้นก็ถูกตัดให้เป็นก้อนเล็กๆ บางครั้งอาจเคลือบผิวด้วยน้ำตาล ส่วนมากจะ ผลิตที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา จากสถิติพบว่า  คนอเมริกันกินเจลาตินมาร์ชแมลโล ถึงปีละ 90 ล้านปอนด์เลยทีเดียว!!!

ข้อคิดดีๆจากขนมที่ชื่อว่า “มาร์ชแมลโล”

เด็กๆทั้งหลายคงรู้จักและคุ้นเคยกับขนมที่ชื่อว่า มาร์ชแมลโล เป็นอย่างดี หรือ  มาร์ชแมลโลว์  มาร์ชเมลโล่ มาร์ชเมลโล มาร์ชมาลโลว์ อะไรก็ตามล้วนเป็นขนมชนิดเดียวกันซึ่งเจ้ามาร์ชแมลโล มีที่มาจากต้นมาร์ชแมลโล เพราะวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการทำขนมชนิดนี้ ก็มาจากรากของต้นมาร์ชแมลโล ในสมัยก่อน  ต้นมาร์ชแมลโล  เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่บรรเทาอาการเจ็บคอ  เมื่อถูกนำมาทำขนมจึงตั้งชื่อขนมชนิดนี้ว่า “มาร์ชแมลโล” มีลักษณะรูปทรงเป็นก้อนๆ หลายขนาด หลายแบบ  เนื้อนุ่มนิ่ม  แถมบางทียังสอดไส้ช็อกโกแลต หรือครีมรสผลไม้ 

และมาร์ชแมลโลก็กลายเป็นที่โด่งดังและเป็นที่ให้ความสนใจขึ้นมาอีกครั้งกับ “ทฤษฎีมาร์ชแมลโล”  ที่เป็นจุดประกายความคิดให้กับชิวิตของคนหลายคน  โดยศาสตราจารย์ Walter  Mischel  ซึ่งในขณะนั้นเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยแสตนฟอร์ด  ได้ทำการทดสอบมาร์ชแมลโล (Marshmallow Test)  โดยทดสอบกับเด็กจำนวน 600 คน ที่มีอายุระหว่าง 4-6 ขวบ  ในโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง  โดยให้เด็กๆเลือกขนมที่ตนเองชอบเช่น มาร์ชแมลโล คนละ 1 ชิ้น แล้วให้เด็กๆนั่งอยู่บนโต๊ะในห้องคนเดียวพร้อมกับขนม  และได้บอกเด็กๆก่อนออกจากห้องว่า  สามารถจะกินขนมได้แต่ถ้าสามารถอดทนรอไม่กินได้ถึง 15 นาที  จะได้ขนมเพิ่มอีก 1 ชิ้น  จากนั้นก็จะทำการสังเกตตรวจสอบพฤติกรรมของเด็กเหล่านั้น  

ซึ่งจากผลการทดสอบทฤษฎีมาร์ชแมลโลนี้  พบว่า  เด็กบางคนก็จะกินขนมนั้นทันที  หรือพยามยามนั่งมองและตัดสินใจว่าจะกินดีหรือไม่  บางคนถึงขั้นกับทุบโต๊ะ พยายามอดทนไม่กินแต่ในที่สุดก็ไม่สามารถทำได้  และตัดสินใจกิน  หรือบางคนก็เลือกที่จะรอคอยจนเวลาผ่านไป 15 นาที แล้วค่อยกินเพื่อจะได้ขนมเพิ่มอีก 1 ชิ้น  และจากการประเมินผลพบว่า  เด็กที่สามารถควบคุมตนเองไม่กินขนมได้  เมื่อโตขึ้นในวัยผู้ใหญ่เด็กเหล่านี้ จะมีสติปัญญาและมีทักษะทางอารมณ์ที่ดีกว่า  อีกทั้งประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและชีวิตคู่แต่งงาน จากการทดสอบทฤษฎีมาร์ชแมลโลนี้ชี้ให้เห็นว่า  การพัฒนาทุนมนุษย์ควรเริ่มทำตั้งแต่เกิดโดยสถาบันครอบครัวมีความสำคัญเป็นอย่างมาก  ไม่เพียงแต่เรียนรู้จากระบบการศึกษาในโรงเรียนเพียงเท่านั้น แต่ควรให้ความสำคัญตั้งแต่ระดับอนุบาล