เจลาตินฮาลาล

ปี พ.ศ.2558 จะเริ่มเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างเป็นทางการ  แล้วเมื่อพิจารณาจากประชากรในกลุ่มประเทศอาเซียน  พบว่ามีประชากรมุสลิมมากที่สุด ดังนั้นการให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ฮาลาลจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และเจลาตินมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ เจลาตินที่นำมาเตรียมจึงต้องปราศจากวัตถุดิบที่มาจากสุกร และต้องมาจากแหล่งอื่นที่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม เช่น วัตถุดิบจากวัว ปลา ไก่ หรือพืช

HALAL คืออะไร???

ฮาลาลเป็นคำภาษาอาหรับมีความหมายทั่วไปว่า อนุมัติ เมื่อนำมาใช้ในทางศาสนา จะมีความหมายว่า สิ่งที่ศาสนาอนุมัติ เช่น อนุมัติให้กิน อนุมัติให้ดื่ม อนุมัติให้ทำ อนุมัติให้ใช้สอย เป็นต้น ฮาลาล เป็นคำที่มีความหมายตรงข้ามกับคำว่า “ฮารอม” ที่มีความหมายทั่วไปว่า ห้าม และเมื่อนำมาใช้ในทางศาสนาจะมีความหมายว่า สิ่งที่ศาสนาห้าม 

เจลาติน  คืออะไร???

เจลาติน คือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่เกิดจากการสลายคอลลาเจนด้วยกรดหรือด่าง มีลักษณะเป็นผงสีน้ำตาลอ่อน สามารถสกัดได้จากกระดูกและหนังสัตว์ (เช่น วัว ควาย หมู) เมื่อนำผงเจลาตินมาอุ่นด้วยน้ำที่อุณหภูมิประมาณ 32 องศาเซลเซียส มันจะหลอมกลายเป็นของเหลวหนืด ตั้งทิ้งไว้ให้เย็น ของเหลวจะเซ็ตตัวกลายเป็นเจล (ลักษณะคล้ายเยลลี่)

เจลาตินฮาลาล  คืออะไร???

เจลาตินฮาลาล คือ เจลลาตินที่ผลิตจากปลา หรือสัตว์ (วัว ควาย) ที่ฮาลาลและผ่านการเชือดอย่างถูกต้องตามหลักการ อิสลาม  ซึ่งเจลาตินฮาลาลสังเกตได้จากมาตรฐานการรับรองจากสถาบันฮาลาล ต้องมีเครื่องหมายการประทับตราฮาลาลรับรอง

อาหารฮาลาล

ปัจจุบันอาหารฮาลาลเข้ามามีบทบาทและมีความสำคัญมากไม่เพียงแต่เฉพาะผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามเท่านั้น  ยังมีความสำคัญและมีความสนใจในหมู่ผูประกอบการธรุกิจทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นด้านอาหารสำเร็จรูป ขนมต่างๆ  หรือธุรกิจทางด้านวัตถุดิบที่ใช้ในการประกอบอาหาร เช่น เนื้อไก่ เนื้อวัว เป็นต้น  

ผู้ประกอบการที่ต้องการผลิตอาหารฮาลาลและจำหน่ายให้กับมุสลิมในประเทศ  จะต้องหันมาให้ความสนใจกับอาหารฮาลาลกันอย่างจริงจัง  และการดำเนินการกระบวนการการผลิตอาหารที่ฮาลาล
จะต้องผ่านการตรวจสอบและรับรองจากคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย  โดยมีเครื่องหมายรับรองฮาลาล  ที่อนุญาตให้ใช้เครื่องหมายรับรองฮาลาลจากคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย

ซึ่งในประเทศไทยเองมีประชากรมุสลิม 2.2 ล้านคน ถึง 7.4 ล้านคน  ถือได้ว่ามีอัตราการเติบโตทีเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และชาวมุสลิมกระจายอยู่ทั่วโลกประมาณ 1,500 ล้านคน รวมตัวเป็นองค์การการประชุมอิสลาม (Organization of the Islamic Conference : OIC) มีประเทศสมาชิก 55 ประเทศ คนกลุ่มนี้บริโภคอาหารมากกว่าปีละ 3 ล้านล้านบาท และจะกินเฉพาะอาหาร “ฮาลาล” (HALAL) เท่านั้น ทั่วโลกจึงให้ความสำคัญกับการผลิตและให้มาตรฐานอาหารฮาลาลในระดับสากล ผู้ที่ประกอบธุรกิจร้านอาหารสำหรับมุสลิมจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง ปฏิบัติให้ถูกหลักบัญญัติอิสลามอย่างเคร่งครัด

คำว่า “อาหารฮาลาล”  คือ  อาหารที่มีส่วนผสมการผลิต ส่วนประกอบและการได้มาถูกต้องตามบทบัญญัติศาสนาอิสลาม  เพื่อให้มุสลิมสามารถบริโภคอาหารได้  รวมถึงสามารถปฏิบัติศาสนกิจตามหลักและแนวทางอิสลามได้  อิสลามได้มีการบอกให้มุสลิมมีการบริโภคอาหารที่ฮาลาล  และยกเว้นจากสิ่งที่ถูกต้องห้าม  ดังนั้นคำว่า ฮาลาล หรือ หะล้าล นั้นมีความสำคัญกับผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นอย่างยิ่ง

ในอุตสาหกรรมอาหาร ดร.วินัย  ดะห์ลัน  คณบดี คณะสหเวชศาสตร์  ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลและผู้อำนวยการศูนย์บ่มวิสาหกิจผลิตภัณฑ์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ได้กล่าวถึงเหตุผลว่าทำไมอุตสาหกรรมอาหารต้องได้รับตรารับรองอาหารฮาลาล  ถ้าหากพิจารณาดูแล้วตราฮาลาล  สามารถช่วยเพิ่มยอดขายให้กับอุตสาหกรรมอาหารนั้นได้  เช่น  เราอาจเสียค่าใช้จ่ายในการตรวจหาอาหารเพื่อรับรองฮาลาล  600 บาท  แต่ยอดขายของเราอาจเพิ่มเป็น 100 ล้านบาท  

เจลาตินกับอาหารฮาลาล

ผลิตภัณฑ์อาหาร เจลาตินเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมอาหาร  ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ขนมหวาน  เช่น  เจลาตินกัมมี่  เจลาตินเยลลี่  เจลาตินมาร์ชแมลโล  วุ้นเจลาติน  ไอศกรีม  หรือเบเกอรรี่ คุ้กกี้  เป็นต้น  นอกจากนี้ยังมีใช้ในอุตสาหกรรมทางการแพทย์  เช่น  เจลาตินซอฟแคปซูล  เจลาตินฮาร์ดแคปซูล  เป็นต้น  รวมถึงการใช้เจลาตินในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง  จะเห็นได้ว่าเจลาตินมีความครอบคลุมในอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง 

ปัจจุบันเจลาตินมีทั้งฮาลาลและหะรอม (ฮาลาล  คือ  การผลิต การให้บริการ หรือการจำหน่ายใด ๆ ที่ไม่ขัดต่อบัญญัติของศาสนาอิสลาม, หะรอม คือ  ตรงข้ามกับฮาลาล คือ ไม่อนุมัติตามหลักการอิสลาม )  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิตและแหล่งที่มาของเจลาติน  ประเทศมุสลิมเองก็มีการนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาลมากขึ้น  จากการสำรวจความต้องการสินค้าฮาลาลจะแปรเปลี่ยนไปตามจำนวนประชากรมุสลิมในประเทศ   ในปี พ.ศ.2546 ประเทศในกลุ่มสมาชิก OIC (องค์การการประชุมอิสลาม : Organization of the Islamic Conference ) นี้ มีการนำเข้ากลุ่มอาหารฮาลาลไม่น้อยกว่าปีละ 70,611 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,106,893 ล้านบาท  และมีอัตราแนวโน้มการนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ  เจลาตินจึงเป็นประเด็นหนึ่งที่ต้องระวังสำหรับการผลิตอาหารฮาลาลให้กับผู้บริโภคมุสลิม